Vienna, colorful of life
My second House
เที่ยวด้วยอารมณ์เศรษฐี ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย
Disneyland PARIS
พาเที่ยวChennai ประเทศอินเดีย...
One Fine Day...
Karachi, Pakistan
วันที่แสนเหนื่อย
My Beautiful Days 2
My Beautiful Days
Happy Birthday to my Little BIRD
From Paris to Shang Hai
Let's Cha Cha Cha in Casablanca
อย่างนี้เค้าเรียก "โดน"
เก็บตกปีเก่า...สวัสดีปีใหม่...Happy New Year 2007
15th ASIAN GAMES DOHA 2006…the games of your life
2 Days to go “15th Asian Games Doha 2006”
ไดอารี่ดองเค็ม...Frankfurt+Hong Kong และ 2 fine weeks in Bangkok
อยู่ด้วยกันอีกนิด อย่าเพิ่งพังเลยจะได้มั้ย???
Let's celebrate
Buon Giorno!! Roma--โรม--เมืองนี้แสนโรแมนติก
Bonjour! Paris
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ: อาการ, สาเหตุ และวิธีการบำบัดด้วยยาปฏิชีวนะ
หายป่วยใจ พาแฟนไดฯ เที่ยว Singapore-Cebu
Casablanca-Marrakech
She's the one...
lovely life in Colombo
LGW-MNL-good news from BKK-DXB and fire!!!!!!
Identify myself
Dhaka flight once again, so sick
กรุงเทพ-ปารีส-ลอนดอน รวมมิตรอีกแล้วววว
พาพ่อกับแม่เที่ยวPhilipines
Long Live the KING
Triple BKK
DOH-DEL-DOH-TIP-CMN-DOH
14 days in Thailand
ชีวิตแอร์ฯ คูโบต้า
รอสเตอร์ใหม่+ผมสั้น และ กลับบ้านเราดีกว่า...........
Madrid...Gallery and Dhaka detail






Let's celebrate

สวัสดีค่ะ

จริงๆ แล้วอยากจะเขียนไดอารี่ ให้ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2549 แต่เนื่องจากว่า นุ้ยเพิ่งกลับมาจากแฟรงค์เฟิร์ต ด้วยความเหนื่อยและมีอะไรหลายอย่างที่ต้องทำ ทำให้อัพไดอารี่ไม่ทันในวันนั้น จริงๆ แล้ว อยากอัพไดอารี่เกี่ยวกับแฟรงค์เฟิร์ตด้วย แต่ขอยกไปก่อนนะคะ...

วันที่ 23 เป็นวันสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม เราเรียกว่า วันEid จะมีคำที่ใช้ว่า Eid Mubarak ประมาณว่า สุขสันต์วันอีด อะไรประมาณนี้...โอเค ผ่านดีกว่าค่ะ ไม่ได้รู้จริงเรื่องนี้มาก...

และวันที่ 23 ตุลาคม เมื่อปีที่แล้ว ก็เป็นวันแรก ที่นุ้ยก้าวเข้ามาใช้ชีวิต ในเมืองโดฮา ประเทศกาต้าร์ ในฐานะลูกเรือ วันนี้ครบหนึ่งปีแล้วที่มาอยู่ที่นี่...พร้อมๆ กับที่นุ้ยได้รับ Forward Mail มาเรื่องหนึ่ง...อดไม่ได้ ต้องขอมาลงไดอารี่ไว้

 

--เมื่อฉันแก่ตัวลง--

เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่ตระเวนทั้งเรียน ทั้งทำงาน ไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ

               แม้ผมจะเติบกล้า เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลง...แต่...พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม (ในเมืองจีน) ก็เริ่มแก่ตัวลงด้วย

               ผมทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ ได้แต่ติดต่อกัน...ทางจดหมาย...โชคดี ต่อมามีไอพีการ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง...

               ทุกครั้ง แม่ก็จะคอยเตือน ให้ผมระวังรักษาสุขภาพของตัวเอง ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...ยิ่งพูด...ก็ยิ่งซ้ำๆ ซากๆ

     ผมรู้ดีว่า...แม่เริ่มคิดถึงผมมาก...

               จนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75 ผมจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไร เป็นพิเศษ แต่ขออยู่เป็นเพื่อนแม่ เพียงอย่างเดียว

               พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับ การกลับมาเยี่ยมบ้านของผม...แม่ดึงเอาสมุดบันทึก มาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ผมชอบ...ดึงเอาผ้าห่ม ที่ผมเคยชอบห่ม มาปะชุนใหม่...สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

               ตอนอยู่บนเครื่องบิน ตั้งใจว่า พอกลับถึงบ้าน...จะขอกอดแม่ ให้ชื่นใจสักครั้ง...แต่พอมาเห็นแม่...แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า...ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น...ช่างไม่เหมือนแม่ คนก่อนหน้านี้เลย

               แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมง เตรียมอาหารที่ผมเคยชอบ โดยที่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้...ผมไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี...รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท

               ผ้าห่ม...ที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนา ทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ ผมนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว

               แต่ผมก็ไม่ได้บ่นอะไร เพราะผมตั้งใจจะกลับมาอยู่เป็นเพือนแม่จริงๆ...2-3วันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน...พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่น สอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น สิบกว่าปีก่อน ก็เคยพูดแล้ว...พอผมบอกให้ฟัง ว่าปรัชญาเหล่านั้น...ไม่ทันสมัยแล้ว...แม่ก็เริ่มนิ่งเงียบ และเศร้าซึม

               เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่า สุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางที อาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม...ครั้นผมพยายามชวนแม่ ออกไปกินข้าวนอกบ้าน แม่ก็บอกว่า อาหารข้างนอกไม่สะอาดของแปลกปลอมเยอะ

               เมื่อผมบอกแม่ว่า จะหาคนรับใช้ มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่า แม่เองยังสามารถทำงาน เลี้ยงดูเด็กให้คนอื่นได้เลย...ผมก็พูดไม่ออก

               พอผมจะออกไปช้อปปิ้งกับเพื่อนๆ แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ช้อปปิ้งเลย ...พอพวกเรา เริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่า พวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่ อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า "แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆ บ้าง"

               ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย โรคซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ

...ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ...

               แม่ดึงกล่องกระดาษใบหนึ่งออกมา ในนั้น...เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้...ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศ ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา...แม่พูดอยู่เสมอว่า...อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ

             ครั้งหนึ่ง มีเรื่องคนญี่ปุ่น ต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่า จะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร...ตอนนั้น ผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น

               แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก...วางใส่ในมือผม เหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจ เพราะปมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

               ผมรู้ว่า แม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละสองหน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็ยได้ขนาดนี้...ทันใดนั้น มีข่าวแผ่นหนึ่ง ปลิวหลุดลงมาแม่รีบเอื้อมไปหยิบ แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า "แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ"...แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้น แล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

               ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู เป็นบทความหนึ่งชื่อว่า "เมื่อฉันแก่ตัวลง" ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ ผมเริ่มเถียงแม่ ถี่ขึ้นทุกที บทความนั้น คัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้น รวดเดียวจบทันที

เมื่อฉันแก่ตัวลง...ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น

ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉัน เพิ่มขึ้นอีกสักนิด

ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง

ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า

ขอให้คิดถึง...ตอนแรกๆ ที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง

 

ตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ...ที่เธอรู้สึกเบื่อ

ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน

ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆ ซากๆ จนเธอหลับเลย

 

ตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้

...อย่าตำหนิฉันเลยนะ...

ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบ เพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม

 

ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ...อย่าหัวเราะเยาะฉัน

จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม ทำไม ทำไม ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม

 

ตอนฉันเหนื่อยล้า...จนเดินต่อไม่ไหว

ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอ...ออกมาช่วงพยุงฉัน

เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดิน...ในตอนที่เธอยังเล็กๆ

 

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อ ที่กำลังสนทนากันอยู่

ให้เวลาฉันคิดสักนิด...ที่จริงสำหรับฉันแล้ว...

กำลังพูดเรื่องอะไร...ไม่สำคัญหรอก

ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน...ฉันก็พอใจแล้ว

 

ตอนเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ

ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน

ให้เหมือนตอนที่ฉัน สนับสนุนเธอ...ตอนเธอเพิ่งเริ่มเรียนรู้ใหม่ๆ

 

ตอนนั้น ฉันนำพาเธอ...เข้าสู่เส้นทางชีวิต

ตอนนี้...ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉัน...ไปให้สุดเส้นทาง

ให้ความรัก และอดทนต่อฉัน

ฉันจะยิ้ม ด้วยความขอบใจ

ในรอยยิ้มของฉัน

"มีแต่ความรัก อันหาที่สุดไม่ได้ของฉัน...ที่มีให้กับเธอ"

 

               ผมอ่านบทความนั้น รวดเดียวจบ เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรก แม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้ หลังจากผมกลับไปแล้ว แม่จึงคะยั้นคะยอให้ผม นำข่าวปึกนั้นกลับไป

               ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละ ไม่เอาสูทกลับไปหนึ่งตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้น เข้าไปได้...รู้สึกแม่จะดีใจมาก เหมือนกับว่า หนังสือพิมพ์เหล่านั้น เป็นยันต์โชคลาภสำหรับผม...และเหมือนกับว่า การที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็น...เด็กดีของแม่...อีกครั้งหนึ่ง แม่ตามมาส่งผม จนถึงรถแท็กซี่เลยทีเดียว

               หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ "เมื่อฉํนแก่ตัวลง" บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวผมตลอดไป

               ตอนนี้ ผมขออุทิศ บทความนี้ ให้กับลูกพเนจรทั้งหลาย ตอนปีใหม่ โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่า "คุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ"

 

จบแล้วค่ะ...จริงๆ กลับมาจากไฟล์ทเหนื่อยมาก เพราะรู้สึกไม่ค่อยสบาย...แต่หลังจากได้อ่านเมล์นี้ อดไม่ไหว เลยต้องเอามาเผยแพร่ในไดอารี่ ให้ได้อ่านกัน...ในฐานะ "ลูกพเนจร" คนหนึ่ง

     Share

<< Buon Giorno!! Roma--โรม--เมืองนี้แสนโรแมนติกอยู่ด้วยกันอีกนิด อย่าเพิ่งพังเลยจะได้มั้ย??? >>

Posted on Tue 24 Oct 2006 6:24

Comment
พี่นุ้ยหายไปเรย

คิดถึงนะเจ้าคะ จุ๊บๆ
แก่นเซี้ยว   
Thu 2 Nov 2006 21:27 [10]

i was cried and miss my parents so much..love you
sub   
Thu 2 Nov 2006 14:18 [9]
 

อ่านบทความแล้ว เหมือนแม่เลย มีลูกอยู่ไกล..คิดถึงลูกเสมอ.เป็นห่วงและทุกข์ใจเมื่อรู้ข่าวว่าลูกเจ็บป่วย...ยิ่งรู้ว่าลูกจะกลับมาเตรียมรับล่วงหน้าเป็นเดือนๆ....
ขอเป็นแม่คนหนึ่งนะนุ้ย   
Wed 1 Nov 2006 15:16 [8]

อ่านแล้ว แอบเศร้า
hwanjung   
Wed 1 Nov 2006 13:15 [7]

พักผ่อนๆนะคะพี่นุ้ย

คิดถึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แก่นเซี้ยว   
Tue 31 Oct 2006 0:35 [6]

อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกรักแม่มากขึ้นเลยค่ะ ทำให้ต่อไปนี้จะไม่เถียงแม่อีกแล้ว
ขอฉลองครบ 1 ปีนะค่ะ เผลอแป๊บเดียวก็ 1 ปีแล้วเหมือนพึ่งได้อ่านไดพี่นุ้ยเลย หรือเพราะว่าพี่นุ้ยไม่ค่อยอัพไดเนี่ย อิอิ
pook   
Mon 30 Oct 2006 12:24 [5]
 

อุ๊บส์......1ปีแล้วเหรอเนี่ย
jent_za   
Thu 26 Oct 2006 23:34 [4]

โหวันดีนะเนี่ย ครบปีนึงแล้ว เร็วเนอะ
เด๋วพี่นุ้ยก็จะเติบโตไปอีกก้าว ขอให้เป็นก้าวแห่งความสุขๆ สำเร็จยิ่งๆขึ้นไปนะคะ

อ่านแล้วคิดถึงเพื่อนทีเพิ่งไปเมื่อ 21 เลยเนี่ย แต่เพื่อนอรเริ่มเทรน 23 อิอิ

พักผ่อนเยอะๆนะคะพี่นุ้ย คิดถึงเสมอค่า
แก่นเซี้ยว   
Wed 25 Oct 2006 22:07 [3]

ทุกวันนี้ก็รักพ่อแม่มากอยู่แล้ว พออ่านบทความนี้ยิ่งทำให้รักพ่อแม่มากยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ แอบเป็นห่วงจัง
pimmy   
Tue 24 Oct 2006 23:50 [2]
 

เป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยจริงๆ จริงๆนะค่ะ พอพ่อกับแม่เริ่มแก่ตัวลง คนแก่มักจะพูดอะไรมะค่อยรู้เรื่อง เหมือนกับว่าเข้าใจไปคนละอย่าง บางที ก็ถามซ้ำไปซ้ำมา แต่คิดดูแล้ว ตอนเราเด็กๆ เราเองก็เคยถามท่านซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกัน ท่านก็ตอบเราซ้ำๆไม่เคยเบื่อ - - ^^
เนย์   
Tue 24 Oct 2006 22:22 [1]


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh